About admin

Here are my most recent posts

ไอ้มืด

ตามความเข้าใจพื้นฐาน เย็นวันศุกร์คือขณะแห่งความหฤหรรและก็ผ่อนคลาย

แม้จะนอกจากอยู่บ้างก็อาจจะเป็นคนกรุงแห่งกรุงเทพมหานคร เนื่องจากว่ารถติดวิบัติกระทั่งหมดอารมณ์สุนทรี

 ธรรมดาแล้ว อังกฤษ ประเทศที่ผับมีทุกหัวมุมถนนและก็มีจำนวนไม่น้อยกกว่าร้านกาแฟ ถ้าเป็นวันสุดท้ายแห่งการทำงานรายสัปดาห์อย่างนี้ ไปดูได้เลย หลัง 5-6 โมงเย็นไปแล้วจะเห็นคนออกมายืนกันจนกระทั่งหน้าร้านค้า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดื่มกระตุ้นเลือดลมขนาด 1 ไพน์ตคุยกันสนุกสนาน

ที่ออกมายืนนี่ก็เนื่องจากว่าด้านในร้านค้ามันเต็ม คนเยอะ หน้าเคาน์เตอร์บาร์พนักงานก็วุ่น ลูกค้าเข้าคิวสั่งเบียร์กันอย่างสม่ำเสมอ

มันคือบรรยากาศของความผ่อนคลาย โดยมากก็มากันทั้งชุดใส่ทำงานนั่นแหละ แวะมากมายระดกสัก 2-3 ไพน์ต ตึงๆแล้วค่อยเข้าบ้าน

ซึ่งถ้าลูกค้าคนไหนเป็นแฟนบอล เชื่ออย่างยิ่งว่าวันศุกร์ก่อนหน้าที่ผ่านมาจะยิ่งรู้สึกสนุกเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนผี

สื่อทีนี่ถึงกับกล่าวว่า ค่ำวันศุกร์ที่ผับจะไม่ดังเดิมอีกต่อไป

นั่นเนื่องจากว่าฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรกที่ พรีเมียร์ ลีก มีโปรแกรมเตะกันวันศุกร์ด้วย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเจอ เซาธ์แฮมป์ตัน เตะเปิดฉากการปรับผังการแข่งขันใหม่ของ พรีเมียร์ ลีก

เวลาคิ๊กออฟที่บ้านพวกเราคือตี 2 ถือว่ามืดค่ำไปสักนิดสักหน่อย แต่ที่อังกฤษ 2 ทุ่ม เวลากำลังได้เลย ยิ่งหน้าร้อนอย่างนี้พระอาทิตย์ตกช้า บรรยากาศเลยมีชีวิตชีวามากมาย

การที่จะต้องมาเตะเร็ววันศุกร์ โดดๆอยู่คู่เดียว เชื่ออย่างยิ่งว่าไม่เฉพาะแต่แฟนผีที่จะเฝ้ามองเกมนี้ แม้แต่แฟนกลุ่มอืนมีจังหวะก็ตั้งตาดูเช่นเดียวกัน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกมนี้เป็นที่พอใจ

หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้น ปอล ป็อกบา

ป็อกบา คือนักฟุตบอลที่ได้รับความพึงพอใจสูงที่สุดในโลกแล้วในตอนก่อนหน้าที่ผ่านมานับจากย้ายกลับรังเก่าด้วยค่าจ้างเป็นสถิติโลก

เรียกว่าของใหม่กำลังเห่อ

นัดเปิดฤดูกาลบุกอัด บอร์นมัธ ยังเร็วเหลือเกินที่จะมีส่วนร่วม แต่ต่อจากนั้น มูรินโญ่ ก็แถลงชัดว่า ป็อกบา จะได้ลงสนามแน่ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

คำกล่าวของ มูรินโญ่ ถูกตอกย้ำซ้ำเติมด้วยการที่ ป็อกบา ขึ้นเป็นนายแบบหน้าปก United Review หนังสือแม็ทช์เดย์ โปรแกรม ของนัดนี้

ปรากฏว่า ป็อกบา ถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงโดยทันที โดยจับคู่กับ มารูยาน เฟลไลนี่

แค่การออกมาวอร์มอัพของเหล่านักฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป็อกบา ที่ปรากฏโฉมในโรงแสดงละครแห่งนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ก็เรียกเสียงเชียร์กระหึ่มจากแฟนบอล

โชเซ่ มูรินโญ่ ลือชื่อเรื่องผลงานการควบคุมกลุ่มในบ้าน ออกมากระตุ้นว่าแฟนบอลจะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการนำ Fear factor กลับมาสู่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

นี่เป็นเกมที่แฟนบอลไม่ทำให่้นักฟุตบอลผิดหวัง และก็นักฟุตบอลก็ไม่ทำให้แฟนบอลผิดหวังเช่นเดียวกัน

บรรยากาศใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่เสียงเชียร์ดังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างนี้ มีชีวิตชีวา คึกคักอย่างนี้ จำไม่ได้แล้วว่าสัมผัสเป็นคราวสุดท้ายเมื่อไหร่

อย่างที่รู้คือสไตล์ของ มูรินโญ่ พอใจผู้่เล่นทรงโต เต็มไปด้วยพละกำลังความแข็งแกร่ง ควรจะมีอยู่ในกลุ่ม รวมทั้งดูเหมือนเขากำลังเปลี่ยน แมนฯ ยูไนเต็ด ให้กลายเป็นกลุ่มจอมพลัง

รายชื่อ 11 คนแรกนัดฟัด เซาธ์แฮมป์ตัน ผู้เล่นไซส์ XL มีประจำการอยู่ทุกทั่วพื้นที่สนาม

เอริค ไบยี่ ในแนวรับ แดนกึ่งกลางคือ ป็อกบา กับ เฟลไลนี่ ส่วนข้างหน้าก็ไม่ใช่คนไหน ซลาตัน อิบราฮิโมวิชชชชชชช

"พี่หลา" ซื้อใจแฟนผีได้มาหลายนัดแล้ว บอกได้เต็มปากว่าฝากผีฝากไข้ได้เลย ได้บอลทีมีเสียว ลูกเรียดลูกโด่ง เก็บกินหมด

เฟลไลนี่ ที่กลับมาคืนฟอร์มเก่ง ผู้ชมได้แต่ภาวนาว่าขอให้รักษามาตรฐานไว้ได้ยาวๆ

การเล่นที่ไม่ทำอะไรเกินตัว ดักกวาดตั้งแต่หน้าเขตโทษตัวเองขึ้นมากระทั่งถึงกึ่งกลางสนาม พลิกบอล ออกบอลกล้วยๆให้เพื่อนรอบตัว

มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่ทำให้"ฟูน้อย ศิษย์จารย์มอยส์" กลับมาเก่งคือสภาพจิตใจโดยเขาบอกกับมิดฟิลด์เบลเจี้ยนตั้งแต่เข้ามารับงานแรกๆเลยว่า "นายไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องคิดอะไร (เกี่ยวกับข่าว) ทั้งหมด กับฉัน นายไม่ต้องย้ายออกจากกลุ่มแน่นอน"

คนเราถ้าลูกพี่ให้ความเชื่อถือ ก็เป็นธรรมดาที่จะเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของตน อย่างที่เฟลไลนี่กำลังบ่งบอกถึง

ฆวน มาต้า ก็วิ่งเป็นม้า อันโตนิโอ วาเลนเซีย คือแผนการที่แข้งนักบุญมานะเจาะ เนื่องจากว่าทราบว่าไม่ใช่แบ็กอาชีพ แต่พวกเราจะเห็น มาต้า ไล่ลงมาช่วยซ้อนตลอดระยะเวลา เซนส์จ่ายบอลเวลาขึ้นเกมรุกก็ยังมีให้เห็น อย่างนี้สอบได้

ตอนโดนสลับตัวออก แฟนลุกขึ้นยืนตบมือให้สนั่นหวั่นไหวและก็ยาวนาน จ่ามู ก็เดินไปรับถึงที่ บอกให้ทราบว่าดาวเตะประเทศสเปนเป็นสุดที่รักของแฟนเท่าไร

ทุกคนเล่นได้ดังที่ถูกคาดหมายทั้งหมดทั้งปวง ต่อไปนี้ โฟกัสเลยตกมาอยู่ที่พระเอกของงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ปอล ป็อกบา

ผ้าที่มีไว้สำหรับพันคอปลาหมึกกำลังจะเป็นผลิตภัณฑ์ยอดฮิต

เพียงสัมผัสแรกของหมอนี่ก็เรียกเสียงฮือได้โดยทันที เนื่องจากว่าจ่ายบอลลั่นกระทั่งโดนสวน ทำเอาเสียวแว้บ

แต่ภายหลังผ่านไปได้ 5 นาที ป็อกกี้ เริ่มจับจังหวะได้ จูนกับเพื่อนติด เพียงแค่นั้นก็ได้เรื่อง

สื่ออิตาลี ให้ฉายาให้หมอนี่ว่า "อิล ปอลโป้ ปอล" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ปอล เจ้าหมึกยักษ์" หรือเอาแบบมันปากคือ "ไอ้หมึกปอล"

ก็ไม่ใช่อะไร ตอนขาที่ยาว เหยียดออกไปดักทางบอลได้ตลอด ในตอนที่เมื่อลูกอยู่กับเท้าก็เหนียวแน่นแย่งยาก ประสมประสานกับความถนัดที่น่าดูชม พิงแล้วพลิก เกี่ยวบอลได้ปุ้บกระชากขึ้นหน้าพรวดพราดๆทำอะไรก็ดูง่าย ดูเพลินไปหมด

ประกอบกับความอ่อนแอลงของขุมกำลังนักบุญ เมื่อไม่มี วิคเตอร์ วานยาม่า คู่ปรปักษ์เฮฟวี่เวทรุ่นเดียวกันที่ย้ายไปสเปอร์ส พื้นที่กึ่งกลางสนามเลยตกเป็นของ ป็อกบา (และก็ เฟลไลนี่) โดยง่าย

สไตล์ของเซาธ์แฮมป์ตัน คือถ่ายบอลเร็ว ถ่ายบอลแม่นเล่นกันน้อยจังหวะ แต่ในเมื่อไม่มีจุดมุ่งหมายใหญ่อย่าง กราเซียโน่ เปลเล่ ริมเส้นขาดความจัดจ้านของ ซาดิโอ มาเน่ งานของผู้เล่นเจ้าถิ่นเลยค่อยกว่าเมื่อก่อนมากมาย

เวลาบนนาฬิกาของผู้ตัดสินแอนโธนี่ เทย์เลอร์ ผ่านไปเท่าไร ป็อกบา ก็ยิ่งโดดเด่นขึ้นเพียงแค่นั้น

การเล่นของห้องเครื่องคนใหม่ ทำให้แฟนผีเข้าใจ ว่าแฟนอาร์เซน่อล กับ แมนฯ ซิตี้ รู้สึกยังไงตอนที่มี ขว้างทริค วิเอร่า กับ ยาย่า ตูเร่ ในวัยกำลังห้าวลงคุมแดนกึ่งกลางให้กลุ่ม

นักฟุตบอลจำพวกไอ้ก้านยาวที่โดดเด่นทั้งเกมรับและก็เกมรุกfun888พาบอลตะลุยขึ้นหน้าอย่างทรงอำนาจ และก็สร้างจังหวะลุ้นประตูให้เพื่อนร่วมกลุ่มได้

ขาดคู่ประมือที่สมน้ำสมเนื้อ ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบียร์ก กับ ยอร์ดี้ คลาซี่ (ลงมาแทน โอริโอล โรเมว ตั้งแต่สิบกว่านาคราว) ยังห่างชั้น ทำให้ ป็อกบา กลายเป็นสตาร์เด่นของเกมนี้ไปเลย

อย่างที่กล่าวว่า ป็อกบา เล่นสมฉายาปลาหมึกจริง และก็จะว่าไปแล้ว ปลาหมึกในกลุ่มแมนฯ ยูฯ ชุดนี้ก็นับรวมพวกก้านยาวทั้งหลายแหล่ไว้ร่วมกันเลย สปีชี่ส์เดียวกันหมด ทั้ง ป็อกบา ทั้ง เฟลไลนี่ และก็ ซลาตัน ทั้งสามคนสูงเกิน 190 เซนติเมตร เหยียดขาดักบอล เกี่ยวบอล ชิงคู่ปรับได้ตลอด

"กลุ่มปลาหมึก" 3 คนนี้ทำทรงของ แมนฯ ยูไนเต็ด แปรไปโดยธรรมชาติ

ในสมัยปรัชญาของ หฝ่าส์ ฟาน กาล เวลาบุกคราวก็มัวอ่อนโยนละมัย กลัวจ่ายพลาดแล้วคู่ปรับตัดบอลได้ ถ่ายบอลกันอยู่นั่นแล้ว พอดิบพอดีกองหลังอีกฝ่ายลงมาออกันในเขตโทษ สุดท้ายก็จะต้องโน่น จ่ายคืนไปถึง ดาบิด เด เคอา ก็มีให้เห็นออกหลายครั้ง

จารย์คุณลุง (ด้วยความเคารพนับถือ และก็ขอบคุณในการทำงานตลอด 2 ปี) อาจจะหัวใจจะวายเป็นระยะๆถ้าหากได้นั่งดูเกมของอดีตกลุ่มเก่ากลุ่มนี้ลงเล่น

เนื่องจากว่าลูกทีมเก่าของเขาหลายต่อคนจำนวนไม่น้อยเล่นแบบลืมปรัชญาที่เคยประสิทธิ์ประสาทเอาไว้ให้

มีจังหวะ เจอช่อง ก็จ่ายโดยทันที ไม่เล่นสั้นเจาะเข้าช่อง ก็เปิดข้ามแนวรับเข้าไปวัดเลย ทำให้แฟนคลับได้ลุ้นกันตลอดทั้งเกม

ไหนจะ เวย์น รูนี่ย์, มาต้า, ป็อกบา ที่มีรูเป็นมิได้ จะต้องลองยิง ลองส่อง

อย่างไรก็ดี ก็ด้วยการที่ผู้เล่นประสิทธิภาพแปรไป ข้างหน้า สาดเข้ามาเหอะ พี่หลา เอาอยู่ , โดนตัดแล้วสวนเหรอ นั่นๆเฟลไลนี่ กับ ป็อกบา รอคอยกรองอยู่แล้ว

ถ้าหากเลยไปลึกกว่านั้นยังมี "อิชอว์" ที่สปีดไวจัด กวดตามทันตลอด เข้ามาตรงกลาง ไบยี่ ก็ตีนผีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

มีขุมกำลังที่ตอบโจทย์ได้ รูปเกมเลยออกมาอย่างที่เห็น กลายเป็น แมนฯ ยูฯ ที่คุ้นหูคุ้นหน้า คือเล่นเชิญชวนวิวาท ไม่ต้องรอคอยหยอดน้ำให้จิ้งหรีดออกมาจากรูอย่างสมัย ฟาน กาล แต่เอาเสียมด้ามยาวขุดกันเลยทีเดียว

ประเมินด้วยสายตาประชากร ก็จะต้องกล่าวว่า 9 จาก 11 คนภายในนัดเปิดบ้านพิฆาตนักบุญถือว่าลงตัวแล้ว

เหลือเพียง เวย์น รูนี่ย์ ที่ยังตามสปีดเพื่อนไม่ทัน แม้จะทุ่มเท ขยัน และก็แสดงความเป็นหัวหน้าที่ดีออกมาก็ตาม

อีกคนที่น่าห่วงคือ อองโตนี่ มาร์กสิยาล ที่ดูเหมือนตั้งแต่สมัย มูรินโญ่ น้องหมากจะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนเก่า

เกมนี้ได้โอกาส 2-3 ครั้งแต่รู้เลยว่าตั้งใจมากมายไปนิด ตั้งใจแต่จะยิงประตูเลยลืมมองดูรอบกาย

ถ้า มาร์กสิยาล นับ 1 ได้เมื่อไหร่ มั่นใจว่าความมั่นใจจะกลับมาแน่ ถึงตอนนั้นกลุ่มของ มูรินโญ่ จะยิ่งน่ากลัวกว่านี้

การเข้ามาของ ซลาตัน ว่าทำให้กลุ่มมีชีวิตชีวาขึ้นแล้ว ตรงกันข้าม การกลับมาของ ป็อกบา ลงนัดแรกก็สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายถึงขนาดนี้โดยทันที

เค้าหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด แปรไปแล้ว เท่าที่เห็น บอลจากกึ่งกลางสนามจะเดินหน้ามากเพิ่มขึ้น เร็วขึ้นแน่

ถ้าแฟนผีคนไหนดูบอลอยู่ในผับอาจจะเพลินกระทั่งลืมกระดกเบียร์ในคืนวันศุกร์

ส่วนที่เข้ามาดูในสนามก็ช่วยกันปลุกบรรยากาศ ให้ลุกพรึ่บพรั่บ กระทั่งลืมไปเลยว่าเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้วนี่เอง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยังเงียบเชียบวังเวงอยู่เลย

ดาร์บี้อีสาน

ช่วงเวลาหนึ่งสำหรับหัวหอกชาวประเทศสเปน อัลบาโร่ เนเกรโด้ ทำให้เขาเป็นด้ามจับตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านปอนด์ ในปี 2013

ดาวเตะดีกรีทีมวัวกระทิงดุไต่เต้ามาจาก ราโย บาเยกาโน่, เรอัล มาดริด เบ, อัลเมเรีย ก่อนมีชื่อเสียงกับเซบีย่า จนถึงทำให้ ''เรือใบสีฟ้า'' ควักเงินในกระเป๋าก้อนโตล่าตัวมาร่วมทัพ

เนเกรโด้ได้ฉายาจากแฟนบอลว่า ''เดอะ บีสต์'' ซึ่งทีแรกๆเขาก็แปลกใจกับนิกเนมใหม่ในอังกฤษ แต่ว่าหัวหอกร่างใหญ่ก็ทดแทนสาวกทีมเรือใบสีฟ้าด้วยการช่วยทีมอย่างมีคุณภาพ

ฤดูแรกของเขาในพรีเมียร์ลีกจบลงด้วยถ้วยรางวัล ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีกและก็ลีก คัพ นอกเหนือจากนี้ สถิติส่วนตัวของเนเกรโด้ยังทำเป็นถึง 26 ประตู ให้แมนฯ ซิตี้ และทีมชาติประเทศสเปน

แต่ว่าโน่นคือทางที่สวยหรูจนกระทั่งม.ค.ปีนั้น เพราะว่านอกเหนือจากเนเกรโด้จะทำแต้มมิได้อีก ร่างกายยังมีปัญหากับอาการบาดเจ็บไหล่ และก็ท้ายที่สุดก็หลุดจากทีมของ มานูเอล เปเยกรีนี่ ไป

ฤดูร้อนปีนั้นแมนฯ ซิตี้ ปล่อยตัวปล่อยใจเขาให้บาเลนเซียยืมตัว ก่อนซื้อขาดตอนสิ้นฤดูด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ ทว่าปัญหาในทีมยี่ห้อค้างคาวก็ไม่นับว่าเป็นช่วงที่ตลอดสักเท่าไหร่

ที่เมสตาย่า เขามีปัญหากับที่ปรึกษา นูโน่ เอสปิริโต้ และไม่ได้ลงสู่สนามมากสักเท่าไหร่ ซึ่งเกิดเรื่องทำนองเดียวกับที่เอตำหนิฮัด เมื่อเปเยกรีนี่ดูเหมือนจะไม่ไว้ใจเขาสักเท่าไหร่ หรืออย่างดีก็มีแค่ช่วงแรกของฤดูเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวในสโมสรที่เปลี่ยนแปลงผู้ฝึกสอนเป็น มึงปรี่ เนวิลล์ ให้โอกาสให้เนเกรโด้กลับมาสู่ทีม แต่ว่าก็แค่เวลาสั้นๆเมื่อทีมมีผลงานไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ทำให้สมัยก่อนกองหลังทีมชาติอังกฤษโดนเฉือนในเวลาถัดมา

พอๆกับ 2 ปีหลัง ทางลูกหนังของเนเกรโด้ไม่ราบรื่นเท่าที่หวัง และก็เมื่อมิดเดิ้ลสโบรช์ติดต่อให้กลับมาพรีเมียร์ลีกอีกที เขาก็เลยตอบตกลง เพราะว่ามั่นใจว่าเขาน่าจะอยู่สู้ต่อ แทนที่จะกลับไปอยู่บ้านเมื่อ 2 ปีกลาย

แม้สถานะของ ''เดอะ โบโร่'' จะต่างกับ ''ซิตี้'' ในหลายๆด้าน ทั้งช่องทางบรรลุผลสำเร็จและก็ศักยภาพทีม แต่ว่าเมื่อได้คุยกับ ไอโคนร์ การันก้า ที่ปรึกษาชาติเดียวกัน เนเกรโด้ก็เลยตัดสินใจเลือกช่องทางลงสู่สนามก่อนเป็นขั้นแรก

นัดประเดิมฤดูใหม่ในสีเสื้อสิงห์แดง เนเกรโด้ทำแต้มสโต๊คได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้จะโดนฟรีคิกของ เซอร์ดาน ชากิปรี่ แบ่งแต้ม ส่วนตัวแล้วถือว่าเป็นการเริ่มที่น่าพึงพอใจสำหรับกองหน้าจากดินแดนวัวกระทิง

สุดสัปดาห์นี้ โบโร่จำต้องทำศึกดาร์บี้แมตช์แม่น้ำ ''ครั้งส์-เวียร์'' กับซันเดอร์แลนด์ที่คงไม่ต้องบอกว่าเข้มข้นขนาดไหน เพราะว่านอกเหนือจากเป็นทีมร่วมดินแดนอีสาน เจ้าบ้านยังจำต้องเล่นให้ต้องใจแฟน และที่ปรึกษา เดวิด มอยส์ ด้วย

สตีเว่น พีท้องนาร์ คนคุ้นเคยของ เดวิด มอยส์ เซ็นฟรีมาร่วมทัพแมวดำในวัย 34 ปี

ฟาก ''แมวดำ'' บางทีอาจยังมีปัญหาให้สะสางหลังเริ่มฤดูด้วยการปราชัยแมนฯ ซิตี้ 1-2 โดยเรื่องใหญ่คือสถานะของ ลามีน วัวเน่ กองหลังจอมเข้มแข็งที่ส่อแววต้องการย้ายทีม

ดาวเตะไอวอรี่วัวสต์ไม่ยินยอมต่อสัญญาฉบับใหม่ที่ซันเดอร์แลนด์มอบให้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือกับเอฟเวอร์ตันที่จัดแจงยื่นข้อเสนอ 14 ล้านปอนด์มาให้ เต็มที่ที่นายหน้าส่วนตัวออกคำอธิบายขอย้ายทีมก่อนเจอเรือใบสีฟ้าด้วย

กระนั้นก็ตาม มอยส์ยังส่งวัวเน่ลงสู่สนามนัดแรก แต่ว่าก็มิได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น เพราะว่าเจ้าตัวยังยืนกรานต้องการย้ายรัง จนถึงที่ปรึกษาเลือดสกอตต์จำต้องออกมาสารภาพสภาพว่าโกเน่จะมิได้ลงเตะกับโบโร่ ทั้งลักษณะของการเจ็บหลังและก็ปัญหาลึกๆกับสโมสร

ไม่เพียงแค่นั้น ทีมยังพึ่งปล่อย ยูเนส กาบุล ไปให้วัตฟอร์ดด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ทำให้แนวรับเหลือตัวเลือกน้อยลง

ท่ามกลางข่าวไม่ดีก็ยังมีเรื่องมีราวดี เมื่อแมวดำได้ตัว สตีเว่น พีท้องนาร์ ที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับมอยส์มาก่อนที่เอฟเวอร์ตัน และก็มาฝึกทดสอบฝีเท้ากับทีมแมวดำด้วยคำสัญญา 1 ปี

มิดฟิลด์ชาวแอฟริกาใต้ผ่านร้อนหนาวมามากมายในพรีเมียร์ลีก น่าจะช่วยนายเก่าได้พอสมควร ถ้าไม่บาดเจ็บบ่อยๆราวกับก่อนหน้านี้

ดาร์บี้แมตช์ที่ดินแดนอีสานนัดนี้บางทีอาจมิได้ใหญ่มหึมา แต่ว่าก็ยังคงสำคัญสำหรับหลายๆคนในระดับสูงสุดอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

เมมฟิสกับทอฟฟี่สีน้ำเงิน

ตลาดนักเตะฤดูหนาวใกล้มาถึงอีกไม่กี่อึดใจ ทำให้ข่าวย้ายกลุ่มนาต่อนี้ไปมีความเข้มข้นมากขึ้น หลายทีมจัดเตรียมขยับขยายเพื่ออุดจุดอ่อนเติมข้อดีอะไรก็ว่ากันไป
ในรั้วฉันดิสัน พาร์ค, เอฟเวอร์ตัน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความสำคัญจำเป็นต้องกระโจนเข้าสู่ตลาดค้าเนื้อสดตอนนั้น ด้วยเหตุว่าเห็นเต็มตาเด่นชัดว่า กลุ่มชุดนี้ยังห่างไกลความแข็งแกร่งรวมทั้งความลงตัว
โรนัลด์ คูมัน ที่ปรึกษาใหญ่ลูกอมสีน้ำเงินสารภาพขวานผ่าซากว่า เขาพึงพอใจในตัว เมมฟิส เดขว้างย ปีกตัวรุก แมนฯ ยูไนเต็ด อันเป็นวัตถุประสงค์เบอร์หนึ่งของตัวเองโดยตลอดตามมาด้วย มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มเมมฟิสอีกราย
แถมด้วยวันพุธก่อนหน้าที่ผ่านมา ตกเป็นข่าวเกี่ยวพัน แอชลี่ย์ ยัง ลำแข้งสำรองภูติผีแดง ซึ่งจำเป็นต้องชิงดีชิงเด่นชิงเด่นกับคู่ปรปักษ์พรีเมียร์ลีกถึง 4-5 กลุ่มด้วยอีกต่างหากใช่ เอฟเวอร์ตัน อยากได้ของเหลือใช้จากยูไนเต็ด เป็นกระบวนการย้ายกลุ่มที่ทำมานานแล้วด้วย
อย่าได้ฉงนใจกัน ช่วงหลังๆทั้งคู่กลุ่มนี้ถือเป็นผู้ช่วยเหลือที่ดีต่อกัน มีความสัมพันธ์เหนียวแน่น กระทั่งทำธุรกิจด้วยกันเป็นเรื่องปกติ ยูไนเต็ดทุ่มเงินเพื่อคว้าสตาร์ลูกอมสีน้ำเงิน ส่วนลูกอมบลูส์ดึงลำแข้งส่วนเกินภูติผีแดงเอามาปัดฝุ่นใช้งานต่อ
เวย์น รูนี่ย์ กับ มารูยาน เฟลไลนี่ เสร็จเม็ดเงินยูไนเต็ด ตอนที่ ทิม ฮาวเวิร์ด, ฟิล เนวิลล์, ดาร์รอน กิ๊บสัน, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, หฝ่าส์ ซาฮา มีชีวิตที่ดีบนเส้นทางลูกหนังกับ เอฟเวอร์ตัน นาๆประการแม้แต่ เดวิด มอยส์ ก็ยังถูกเลือกให้เป็น "The Chosen One" ของ เซอร์ เฟอร์กี้ เลยลองคิดดูละกัน
แล้วเพราะเหตุใด เมมฟิส, ชไนเดอร์ลิน รวมถึง ยัง จะเป็นคุณสมบัติของเอฟเวอร์ตัน ในม.ค.นี้ไม่ได้?
ความเป็นจริงที่ คูมัน จัดเตรียมกลยุทธ์เอาไว้แล้วในการกระชากทั้ง เมมฟิส กับ ชไนเดอร์ลิน มาลงหลักปักฐานที่ฉันดิสัน พาร์ค เข้าสู่วันแรกของการซื้อขายเวลาใด กระบวนติดต่อถึงยูไนเต็ดนั้นจะเริ่มโดยทันที
ชไนเดอร์ลิน นี่นับว่าเป็นลูกรักอีกคนหนึ่งของคูมัน ยุคร่วมงานกันที่เซนต์ แมรี่ส์
ดาวเตะ ประเทศฝรั่งเศส ระเบิดฟอร์มชั่วร้ายในซีซั่น14/15 คูมัน ผลักดันสลับปลุกปล้ำกระทั่ง ชไนเดอร์ลิน ฉายแววเด่นยกฐานะตัวเองเปลี่ยนเป็นมิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบไม่เป็นสองรองใคร
รวมทั้งจากซีซั่นนั้นเองที่กระดานบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด อดใจไม่ไหวยอมประเคน 27 ล้านปอนด์ให้นักบุญเป็นค่าชดเชยค่าเลี้ยงดู เครดิตหัวใจหลักยกให้ คูมัน เต็มๆด้วย
ส่วนรายของเมมฟิสคือนักเตะที่ คูมัน ให้ความเชื่อมั่น รวมทั้งไว้ใจโดยตลอด
คูมัน เห็นวิวัฒนาการรวมทั้งฝีเท้าของ เมมฟิส ตั้งแต่ยังเป็นเด็กกำลังห้าวเป้งกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เฝ้าติดตามทุกฝีก้าวไม่เคยห่างสายตาสำหรับคลื่นลูกใหม่ของวงการบอลชาวฮอลันดา
นะครับ ยุคคุมงาน เฟเยนูร์ด รร์ดัม พี่บิ๊กสรรเสริญเด็กคนนี้ไว้ยังไง อดีตกาลวันวานแถวแดนใต้หรือปัจจุบันนี้วันนี้ที่เมืองลิเวอร์พูล เชื่อถือของเขาไม่เคยเสื่อมคลาย
ความต้องการส่วนตัว–เกิดขึ้นตั้งแต่กุมบังเหียนนักบุญ แต่สู้ราคา แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ไหว อีกทั้งเจ้าตัวต้องการพิสูจน์ตัวเองกับกลุ่มใหญ่ด้วย แต่ว่าตลาดฤดูหนาวมีโอกาสเปิดกว้างกว่า ต้นสังกัดต้องการปล่อย ตัวนักเตะต้องการย้ายเพื่อกู้กิตติศัพท์คืนมา
ทั้งคู่คนเกือบจะไม่อยู่ในสายตาของ โชเซ่ มูรินโญ่ จังหวะลงเล่นน้อย มีตัวแข่งขันมากอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวฉะนี้ทางออกที่ยอดเยี่ยมคือย้ายออก
เอฟเวอร์ตัน พร้อมอ้าแขนรับด้วยความยินดี คูมัน เองก็มั่นอกมั่นใจเต็มที่ว่าจะช่วยชีวิตทั้งสองได้แน่ๆ

กล่าวได้ว่า ที่ปรึกษาชาวฮอลันดาทราบการใช้งานมิดฟิลด์รายนี้ให้มีประสิทธิภาพที่สุดอยู่แล้ว รู้ไส้รู้พุงเป็นอย่างดี ส่วนเมมฟิสเขาเองก็โปรดปรานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทั้งสองถือเป็นการตบแต่งกลุ่มได้ลงตัวด้วยจากปัญหาที่มี
แดนกึ่งกลางเสมือนขาดจิ๊กซอว์สำคัญไปบางชิ้นจากที่เห็นมาหลายเกม
เอ็งเร็ธ กางร์รี่ เองก็หามวัย 35 ปีลงเล่นทุกๆอาทิตย์ไม่ไหว จำเป็นต้องเว้นวรรคให้พักบ้าง แต่ว่าเมื่อไร้เงากางร์รี่ ไอ้ครั้นเมื่อเอฟเวอร์ตัน จะหามิดฟิลด์ตัวคุมจังหวะเกมดีๆออกบอลแม่นๆงามๆก็ไม่มีด้วยเหตุดังกล่าวสไตล์อย่าง ชไนเดอร์ลิน คือคำตอบที่ยอดเยี่ยมแล้ว
หน้าที่ของ ชไนเดอร์ลิน ตอบปัญหา เอฟเวอร์ตัน ได้เลย รวมทั้งจะมีความจำเป็นต่อกลุ่มได้ในช่วงฤดูกาลที่เหลือ
แม้กระทั่ง กางร์รี่ อยู่ในสนาม เขาเองก็สามารถแบ่งเบาภาระอดีตกาลกองกลางกลุ่มชาติอังกฤษ ได้เช่นกัน
หลายคราหลายหนที่เกมแดนกึ่งกลาง เอฟเวอร์ตัน เป็นรองเสียเปรียบคู่ปรปักษ์โน่นเพราะเหตุว่าขาดตัวคุมจังหวะเกมที่ดี ทำให้เกมไม่นิ่งเพียงพอ ลนลานกันเอง บอลทะลุถึงแผงหลังเร็วขึ้น กองหลังก็จำเป็นต้องเมื่อยล้าขึ้นเป็นเท่าตัว กาน่า เกย์ หรือ เจมส์ แม็คคาร์ธี่ ก็เป็นสายฝ่า บู๊ คอยไล่ตัดเกมมากกว่าคอนโทรลจังหวะโมเมนตัมกลุ่ม
ชไนเดอร์ลิน ไม่ใช่เป็นมิดฟิลด์มิติเดียว เอาแต่คุมจังหวะอย่างเดียว เอาเข้าจริงแล้วเขายังมีลูกดุดัน ฝ่าไปข้างหน้าเพื่อทำประตูได้อีกด้วย
บรรดามิดฟิลด์ เอฟเวอร์ตัน ที่มีอยู่ยังขาดบางสิ่งบางอย่างรวมทั้งลำแข้งประเทศฝรั่งเศส น่าจะเป็นคำตอบของการเติมเต็มส่วนนี้
เช่นเดียวกัน, ถ้าเกิดเมมฟิสย้ายมาเป็นพวกพ้องลูกอมสีน้ำเงินดังที่ข่าวโหมกันจริง เขาจะเปลี่ยนเป็นฟันเฟืองสำคัญในเกมขอบเส้นของคูมันอย่างแน่นอนเลย
เมื่อคูมันมอบความวางใจตั้งแต่แรกแล้ว มีอย่างที่ไหนที่ เมมฟิส จะไม่สู้ตายถวายหัวเพื่อ (ว่าที่) นายใหม่รวมทั้ง (ว่าที่) ชมรมใหม่ ตอนที่เขาไม่เคยได้รับสิ่งนั้นกับยูไนเต็ดของมูรินโญ่
อีกอย่างกระบวนการเล่นตอบปัญหากรรมวิธีเล่นของเอฟเวอร์ตัน ด้วย ความสามารถเกมรุกที่ขาดหายไปหลังไม่มี ยานนิค โบลาซี่ ทั้งคนบางทีอาจกลับมาเป็นข้อดีของกลุ่มอย่างเดิมแล้วคำถามตามมา ถ้าเกิดย้ายมาจริงนักเตะอย่างเมมฟิส เล่นตรงไหนดีสุด?
เอาจริงเอาจังๆเมมฟิส สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งหลายหน้าที่ในแผงรุกอย่างเพลย์เมกเกอร์ กองหน้าตัวต่ำ หรือเป็นกองหน้าทางกราบระบบ 3-4-3 แต่ว่าตำแหน่งที่จะเอื้อประสิทธิภาพให้เยอะที่สุดคงจะเป็นขอบเส้นทางซ้าย
ด้วยสไตล์ส่วนตัว มีแง่ดีหลายอย่างด้วยจังหวะการเล่น พละกำลัง กำลังสดกำลังห้าว สปีดต้นขั้นยอดเยี่ยม เมมฟิสสามารถปั่นป่วนแบ็กคู่ปรปักษ์ได้ตลอดเกมแน่ๆ
เอฟเวอร์ตัน มีแบ็กซ้ายชั้นยอดอย่าง เลห์ตัน เบนส์ ที่พร้อมเติมเกมช่วยอีกแรง หรืออีกด้านของสนาม เชมัส วัวลแมน ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมฝ่าแหลกอยู่แล้ว
มุมมองส่วนตัวเชื่อว่านักเตะอย่าง เมมฟิส เหมาะสมกับยืนขอบเส้นมากกว่ายืนตัวรุกกึ่งกลาง ซึ่งจะทำให้คุณลักษณะเด่นเรื่องสปีดฝีเท้าของเขาถูกใช้งานอย่างถูกทาง อีกทั้ง เอฟเวอร์ตัน งัดคุณลักษณะเด่นของกลุ่มมาใช้ได้ความสามารถจริงๆ
เควิน มิรัลลาส จากเกมที่แล้วคูมันเลือกส่งเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมลงเล่นก่อนเขา ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อใจลดลงจากเดิมเคราร์ด เดวโลเฟว ไม่มีความชัดเจนไม่คงเส้นคงวาอารอน เลนน่อน เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ไม่มีความหนักแน่นรวมทั้งเด่นชัดใช่ เมมฟิส คงจะเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในโมงยามนี้กับการซื้อในครึ่งซีซั่น
ปัญหาบางสิ่งที่เป็นปัญหาเบรกเมมฟิสแจ้งกำเนิดที่ยูไนเต็ดไม่ได้คือ การตัดสินใจในจังหวะในที่สุด รวมทั้งลงเล่นตามแท็กติกที่โค้ชสั่ง ซึ่งสิ่งพวกนี้มันเป็นคุณสมบัติที่ดีที่นักเตะที่ดีจะต้องมีที่สำคัญอีกเรื่องเลยก็คือความมั่นใจ

ความมั่นใจของเมมฟิสที่มีเคยถูกกระทืบสกปรกย่อยยับไปแล้ว แต่ว่าคูมันถือเป็นที่ปรึกษาฝีมือดีคนหนึ่ง เอาจริงเอาจังเรื่องวินัย ผิดว่าผิด ถูกว่าถูก เก่งเรื่องจิตวิทยา อีกอย่างที่สำคัญคือคุยภาษาเดียวกัน หลายฝ่ายเชื่อว่าจะสามารถเค้นฟอร์มนักเตะออกมาได้อย่างแน่นอน
ไม่มีใครโต้แย้ง นักเตะอย่างเมมฟิสในเบื้องต้นเขามีคุณภาพคับแน่นอยู่แล้ว เหลือเพียงชะตากรรมในสนาม การอบรมจากนายจ้าง แลFun88การขวนขวายจากตัวเขาเอง
หากไม่มีอะไรบกพร่องแล้วไม่มีใครมาปาดหน้าชิงตัวไปอย่างเจ็บแสบ เมมฟิส รวมถึง ชไนเดอร์ลิน จะจูบปากกับเอฟเวอร์ตันกันดูดดื่ม
ไม่ว่ายืมตัวหรือซื้อขาด แต่ว่าการย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย มันบางทีอาจเป็นการย้ายครั้งสำคัญที่สุดของเอฟเวอร์ตัน รวมทั้งตัวนักเตะเสียด้วยซ้ำ
 

ถั่วน้อย คืนรัง แมนยู

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนเองอย่างรุนแรง
เมื่อจะบอกว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มอสุรกายแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงกล่าวได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้อย่างสม่ำเสมอ
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขัดสนขึ้นมาในทันที
นอกเหนือจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นจำพวกหัวหอกอยู่ในแผนกล่าฆ่าอีก 2 หน่วยเป็นมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล แต่ในตอนนี้ดูเหมือนกับว่าทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อโดนจับมายืนเป็นกองหน้าก็มักจะเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้เพราะฉะนั้น & ฉะนี้
ก็เลยคาดคะเนได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากได้ด่วนในฤดูหน้า คือนักฟุตบอลจำพวกดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามก็เลยถูกสื่อในเมืองหลวงแห่งลูกหนังจับมาการร่วมประเวณีกับอสุรกายแดงอย่างสนุกครึกครื้นไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง และก็โดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนถึงวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสุรีสยดสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ราษฎรรู้จักเขาในชื่อ "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมหยิ่งให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำได้แค่เสมอในบ้านตนเอง 2 ครั้งติดกันทำนองว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และก็ทุ่งนาทีนี้ ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้อย่างมาก หากเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นสมาชิก นักฟุตบอลชาวจังเก๋ผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ราว 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่ควรจะปล่อยออกจากกลุ่มไปคนจำนวนไม่น้อยหนึ่งในนั้นคือผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูสังเวย เมื่อฤดู 2015-16 กล่าวถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกเยอะที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่พึ่งจะเลื้อยตูดจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ฤดู 2010-11 นักฟุตบอลที่สหายร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" ซ้ำๆไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครอบครองแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 รวมถึงได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดหมายชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่สำเร็จก็จริง แต่ว่าเมื่อลงมาเป็นตัวสำรองแล้วมักทำประตูได้ไม่ได้แตกต่างจากอาวุธลับของอสุรกายแดงเหมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ดูดซึม" อย่าง โอเล่ กุนร์ ทุ่งนา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำประตูของตนเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะทำได้อีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงแค่หากพินิจให้ดีจะพบว่าในฤดูสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มอสุรกายแดง – คุณพ่อแกเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ น้อยลงไปเรื่อย ประการหนึ่งอาจเนื่องจากว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ขณะที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าชนิดหมูเดือดเหมือนเดิม แต่ว่าอีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปด้วยเหมือนกัน
ฤดูสุดท้ายของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 9 นัดหมายเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซืออสุรกายแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 6 นัดหมายเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัดหมาย) สถิติการถล่มตาข่ายก็เลยน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนหัวเรือใหญ่อีกครั้งเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติสกุลสูงขึ้นยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม คุณลุงอ้วนแกก็เลยตกลงใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้สวยของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "พระราชาชุดขาว" ทั้งสิ้น 33 นัดหมาย ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) หากรู้สึกว่าชีวิตโดยมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็นับว่าไม่น่าสะอิดสะเอียนสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เลยดึงกองหน้าสายพันธุ์จังเก๋ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองทั้งสิ้น 3 นัดหมาย จนถึง…ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถุย! จนถึงในเกมเพลย์ออฟ รอบคัด ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกพ้องอสุรกายแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง ภายหลังจากกลุ่มตนเองนำห่าง 4-0 ก่อนที่จะได้จุดโทษ แต่ว่าคุณพี่เขาดันฆ่าพลาดง่ายๆซะแบบนั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าเหมือนถูกดึงขนตูดพร้อมกัน 8 เส้นพลางหันไปมองตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ดุจดังไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วหลังจากนั้นคุณลุงอ้วนเหน็บแดกส์แกก็ตกลงใจปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" โดยมากอาจเสียดาย แต่ว่าขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรืออาลัยอะไรจำนวนมาก เนื่องจากว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยและก็ยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีกาเหมือนกลับชาติมาเกิดใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูสังเวย "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดหมายในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัดหมาย โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปแล้วทั้งสิ้น 72 นัดหมาย ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำประตูที่สูงพอควร คือยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดหมายเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัดหมาย ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติและก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อมองเห็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้อสุรกายแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & อาลัย ขึ้นมาในทันที ทำนองว่าน่าเสียดายพลางสรรเสริญกุนซืออสุรกายแดงคนเก่าว่า "มึงขายออกไปได้ไงครับ…ไอ้หอก!" ดังนั้นไม่จะต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือเปล่า? คำตอบโดยมากคงแบบเดียวกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าตอบแทนก็คงไม่แพงน่าสะอิดสะเอียน แต่ว่าคงสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่นอน) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามคำถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือเปล่า?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับผม
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความชำนาญความรู้ความเข้าใจเฉพาะบุคคลออกจะต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการดึงบอลหนีคู่ปรปักษ์หรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่ปรปักษ์ – จับบอลก็โอนไปโอนมา จ่ายบอลก็ไม่ค่อยถูกต้องแม่นยำสักเท่าไหร
จุดแข็งหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวคือการทำประตูในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่าๆกับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในจำพวก "สุนัขจิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"พูดง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระทุ้งประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือหากฟอร์มตกเมื่อไหร่ หรือสหายร่วมกลุ่มไม่สามารถเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำประตูได้มากพอเพียง เขาก็จะเปลี่ยนร่างเป็นสากกะเบือที่หมดผลดีในทันที โดย 12 นัดหมายล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าเพราะเหตุใด หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรมีส่วนร่วมกับเกม และก็จะต้องทำอะไรให้ได้มากกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษบากบั่นพรีเซนเทชั่นแต่ว่าสถิติที่สวยงาม ยกตัวอย่างเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่บอกว่าในฤดูนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่แกยิงมิได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดหมายเลยทีเดียว
ที่สำคัญคือการสงครามภมิหน้าแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันก็เลยอาจมิได้แปลว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันนี้อายุของ "น้องถั่ว" เพิ่งจะ 28 ขวบเท่านั้นเองครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าหากขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน เข้าใจว่า "เถ้าแก่ขายยา" ก็คงไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะสมกับวิธีการเล่นบอลแบบย้ำการมีไว้ในครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แต่ว่าคงจะเหมาะกับแนวทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้อสุรกายแดงเปิดเกมบุกใส่คู่ปรปักษ์อย่างเร็วและก็น้อยจังหวะมากกว่าบนความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

ครึ่งปีของโชเซ่กับแมนยู

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะอะไรน่ะหรือ ? เพราะเหตุว่าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าขยะแขยง แต่ควรจะทำเป็นดีมากยิ่งกว่านี้ โดยมองจากทีมกำลังลงตัวแล้วก็ทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อกรกฎาคม พวกเราแทบจะไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบสดชื่นเลย เพราะเหตุว่าเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือสัญญาโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะอะไร ในปีหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยสดงดงามอย่างเดิมเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มกระจ่างเป็น ฟุตบอลแปรไปมากมาย แล้วก็การแข่งขันชิงชัยไม่ได้ราวกับเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความยิ่งใหญ่อยู่ทีมเดียว ผมทราบกันอยู่แล้ว ผมทราบดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าเกิดคุณจำได้ครั้งแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ยโสเลย ผมทราบดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์เวลานี้" แต่ผมรู้สึกว่า ถึงเวลานี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นยังไง คุณก็จำเป็นต้องกล่าวแบบนั้น แต่ผมทราบดีว่ามันยาก"
"ผมทราบดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมทราบดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแต่ผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์อย่างงั้น เพราะเหตุว่าผมรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่เป็นการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มูรินโญ่ไม่ได้ยโสอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจำเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แล้วก็เขาทราบดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในแง่ของ เวลา, ความกระหาย แล้วก็ความจริงจัง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าเกิดผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนประสบความสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มากไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ผมไม่ได้มีความสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำเวลานี้ ผมรู้สึกว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีมากยิ่งกว่านั้นได้ แต่ตอนนี้ ผมมความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสุขอย่างยิ่งยวดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพาทีมชนะแล้วก็ได้แชมป์"
มีความหมายว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับทราบดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
รู้สึกว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการควบคุมทีม แต่เวลานี้เขากลับบอกว่า เขากำลังมีความสุขที่สุด ในขณะที่สถานการณ์แล้วก็ช่องทางการได้แชมป์ของปีศาจร้ายแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … เพราะอะไรถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเยินยอที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมรู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะเหตุว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจำเป็นต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกรอบ (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็ครั้งแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียวในอาชีพของผมแล้วก็ผมทราบกันอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมไม่ได้เล่าเรียนอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเล่าเรียนเรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับที่นี่ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำนวนมาก แม้กระทั้งจนถึงก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีบอกว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ระหว่างที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มจัดแจงเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนประเทศอังกฤษกว่า 50,000 คนตวาดใส่หูผม" แล้วก็เขาบอกว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขาถูกใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีทางลืมด้วยเหมือนกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แต่ความจำที่แจ่มกระจ่างของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในระหว่างที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 แล้วอีก 5 นาทีถัดมาเป็นแดนนรก!!"
"ตามธรรมดาแล้วถ้าเกิดพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบนั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีนายทวารพวกเราจำเป็นต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระดอนไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจำเป็นต้องไปยืนคุมเสา พวกเรารู้สึกว่ามันคงจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) รู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในขณะนั้นเจริญ"
"ผมรู้สึกว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นแดนนรกของพวกเราเลย แดนนรก!!!"
สถานการณ์เวลานี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่แข่ง คราวนี้เขาเดินลงสู่สนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ภูมิใจ ผมมีความภาคภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากไม่น้อยเลยทีเดียว มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ขวยเขินเลย ไม่สักนิด ผมแค่รู้สึกว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ แล้วก็นิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็ภูมิใจมากมายด้วยเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่แข่ง เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณรู้สึกว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยรู้สึกว่ามันเหมาะสมกับผมด้วยเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกภูมิใจมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบนั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกแบบนั้นไปจนกระทั่งช่วงเวลาค่ำคืนในที่สุดของผม มันจะต้องเป็นแบบนั้น ผมรังเกียจเลยเวลาผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรน้อยลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่บอกว่าเขาทราบกันอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีบุคคลที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว หลายท่านรอโอกาส หลายท่านมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"หนทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะเหตุว่ามีนักฟุตบอลเจ็บจำนวนมาก"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าเกิดคุณไปไล่มองในเรื่องราวดาวรุ่งของสโมสร คุณจะพบ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่แล้วปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาครั้งแรก ไม่เคยทราบสึกบีบคั้น ไม่เคยทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งก็ไม่เคยทราบ เลยโดนทำร้ายแบบไม่ตั้งตัว แต่พวกเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ ครั้งคราวฟุตบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่ทราบกันอยู่แล้วถึงแนวทางของสโมสรนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนกับว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือขณะนั้น
เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาจำเป็นต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาอุตสาหะอดกลั้น อุตสาหะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกมีความสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ในตอนนี้ แต่ถ้าเกิดผมประสบความสำเร็จในตอนนี้ผมคงขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะเหตุว่าผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ที่นี่ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักหน่อย ผมรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในแนวทางการทำทีมกลับมาประสบความสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แต่ผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในระหว่างที่ผมต้องการ เพราะเหตุว่าผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…โอเคมั๊ย

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกเหนือจากจะก่อให้อ่างชามยักษ์เงียบสงัดโดยมีแต่ว่าเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูกลุ่มเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่เป็นธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงกลุ่มที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรเกรียวกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบ) จะต้องมาโดนดับช่องทางเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ขณะนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว นั่นคือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าเกิดเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาตรงไหน นี่คือสโมสรลำดับที่หนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานประสงค์ครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่ว่าบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อตำหนิคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เสมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดได้มากกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกกลุ่มเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกครั้งด้วยการ''เสมอ'' แอตเลตำหนิโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่ว่ามาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้เหมาะอกหักมิได้ไปซาน ซิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าเกิดยังนึกออก ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นผู้ใดก็โกรธ ทั้งการเป่าห่วยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดอย่างไรก็ควรได้เตะยืดเวลาเนื่องจากเสมอกัน 1-1 ถ้าเกิดเพียงแต่ข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยี่ยมพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นพอดี 3-3 แต่ว่าพวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมจำพวกนี้

ปัญหาก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าเกิดมิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรทำตามไรดี เนื่องด้วยถ้าเกิดมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอตำหนิฮัด สเตเดี้ยม เพียงเกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของราชันชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอะกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน สมัยเก่าจะต้องนึกภาพตามว่ายุคอดีตกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของกลุ่มเยี่ยมในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็เพียงพอรู้เรื่องตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจะต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรไปฟาดหน้าแข้งภายใต้ความจำกัดของปัจจัยต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของประเทศฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกเหนือจากนี้ ตามความศรัทธาของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

แม้กระนั้น ระยะเวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ปัจจุบันนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจายเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยมากขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างนั้น

ถ้าเกิดนั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกทำโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเพราะ พวกเขาเกรงสั่นเกินความจำเป็น ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันข้างในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าเกิดไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจะต้องยืดเวลาเนื่องด้วยเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' ครับผม เนื่องด้วยการมาเขียนพินิจพิจารณาทีหลังย่อมยากที่จะคาดเดาสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามขณะนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกมองว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องด้วยกฎอะเวย์โกลส่งผลให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนการใดสู้ บางครั้งบางคราวมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าเกิดจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่ว่าถ้าเกิดเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นและมั่นใจหัวใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

นอกเหนือจากนี้จากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และก็รอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยี่ยมได้ว่าส่งผลให้นัดสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหาเยอะกว่า หรือบางครั้งบางคราวมันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางครั้งบางคราวก็ดูเชิงกันบ้าง บางครั้งบางคราวก็ย้ำแท็กติกกันเยอะไป และก็บางครั้งบางคราวร่างกายที่พึ่งจะลงไปอาจจะฟิตทั้งคู่ แต่ว่าเพียงพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านไปเมื่อคืนวันอังคารและก็พุธก็เดินตามแนวคิดดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจครวญถึงช่องทางพรั่งพร้อมในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายซึ่งๆหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนอำมหิตเกินความจำเป็น

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการที่จะอยากเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะก่อให้เล่นง่ายดายเสียยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับสลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะดีกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงทัศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กนั่นแล

ถ้าเกิดด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละกลุ่มแทบใกล้เคียงกัน นอกจากในแง่ทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะแตกต่าง

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เนื่องด้วยพวกกลุ่มใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าเกิดประตูกลุ่มเยี่ยมนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่ว่าพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความคาดหวัง เนื่องจากเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ในขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าครั้งคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่พบกับใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งที่ดอกไม้อันงดงามยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แต่ว่ามันก็บางทีอาจจะดีกว่าเตะจุดโทษถ้าเกิดพินิจเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความจัดเตรียมของกลุ่ม

ถ้าเกิดผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะค้าน

เนื่องจากมันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

สุดยอดของเลสเตอร์

ขอกล่าวว่ามันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากครับ อัศจรรย์เท่ากับการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือนับจาก เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งติดกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู และเสียเพียง 4 เม็ดแค่นั้น
พลพรรคสุนัขจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนถึงแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าหากพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดู เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์ป้องกันแชมป์ของตัวเองได้สำเร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเช่นกันครับว่าเรื่องเหล่านี้จะมีขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งผอง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เพียง 5 นัดหมายแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เผชิญความพ่ายแพ้ถึง 7 นัดหมาย และเสมอ 2 นัดหมาย โดยไม่ชนะคนไหนกันเลย
ผลงานต่ำดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขาแปลงร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนถึงไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นแม้ว่าตัวเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังคนจำนวนไม่น้อย (รวมถึงผู้ไม่ชำนิชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาต้นเหตุที่กล่าวว่าเพราะเหตุไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความรันทดอดสูแบบงี้ ก่อนจะพบต้นเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงจูงใจ ข้างหลังพุ่งเข้าชนความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชมรม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่ปรปักษ์ย่อมรอบคอบและเน้นย้ำมากขึ้นเรื่อยๆยามพบกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายๆคนฟอร์มตกอย่างน่าเกลียด ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด มาห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้
และอื่นๆอีกมากมาย อาทิ "พลังงานบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ทางด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกสยามที่เคยพบอย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ในความมีชัย 6 นัดหมายปัจจุบัน มันชี้ชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ทำให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจที่ไหน สิ่งที่มองเห็นคือการไล่ขย่มคู่ปรปักษ์อย่างเอ็นหน้าจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่ต่อสู้จะรอบคอบอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แต่พวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วย
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นๆเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ปรปักษ์อย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด มาห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็มิได้ทำอะไรผิดพลาดน่าเกลียด แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนไหนกันแน่ที่มาไปพบแล้วขอร้องให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษปรักปรำว่าขอไปพบผู้ครอบครองกลุ่ม เพื่อถีบนายจ้างของตัวเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นกันว่าไม่เคยทำอะไรที่เสื่อมเสียอย่างนั้น
ก็เลยพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เพราะมันน่าสมเพช รู้เรื่องว่ามันน่าจะเกิดเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจจะต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนไหนกันรู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะจู่โจมแบบลอบฆ่า อาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของ รียาด มาห์เรซ และความรวดเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิม คือ 4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมประสิทธิภาพบางทีอาจต่ำลงยิ่งกว่าเดิมด้วย เพราะอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่ตรงนั้น
…ว่าแล้วหลังจากนั้นก็สถาปนาตัวเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบงี้เลยนะครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้แค่ 4 ครั้งติดกันแค่นั้น
นอกจากนี้ต้องยกย่องผู้ครอบครองกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยครับที่ตกลงใจได้ถูกที่เอา "คนภายใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปพบผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม เดี๋ยวนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชหนแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อไปก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มใครกันแน่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ คือคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้สำเร็จครับ-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งพูดได้ว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งครับ เพราะเขาแทบจะมิได้เปลี่ยนอะไร โดยการทำทุกสิ่งราวกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
เพียงแค่ในความรันทดอดสูของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเพราะนักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีใครมองดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละ คือ "ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปนะครับ

แหม่…นี่ถ้าหากผมเป็นประธานสัมพันธ์บอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ เพราะนี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงแบบงี้มาก่อน
เมื่อเห็นผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และที่นาต่อไปนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ บางทีอาจจะงงงันพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แต่นี่แหละคือความลี้ลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อน สหายคิดคด บนเหลี่ยมอุบายของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มโค้ชครับ

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ผีแดง

ระยะนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ล่าสุดสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมถึงนักข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกันได้แล้ว
ลองสื่อรกรากของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าจำกันได้ ช่วงวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวและก็กระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ปิดท้ายว่ามันมีความเป็นไปได้พอเหมาะพอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามเหตุการณ์มาเรื่อยและก็การตีข่าวจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงมากขึ้นอีก พินิจพิจารณากันตรงนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลขลำดับ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก และก็ต้องการไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนกระทั่งในช่วงเวลานี้ก็เกือบๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวถือได้ว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นขุนพลตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นดีเยี่ยมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการเห็นด้วยจากแฟนๆยี่ห้อหมี และก็ผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับบรรลุผลสำเร็จได้แชมป์กับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลล่าสุด แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาก็เลยได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูเส้นทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งหากว่ากลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด แบบนี้ก็โบกไม้โบกมือลาจังหวะได้แชมป์ได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เพราะว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และก็เพื่อนๆดันปราชัยติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปนับว่ายากมากมาย จังหวะจอดป่ายปีนเพียงแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มท้ายที่สุดเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความคาดหวัง แต่ว่าเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือสิงห์กระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เพราะว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การได้แชมป์และก็การยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยนับว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีสมรรถนะมากยิ่งกว่าจะเอื้อจังหวะให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลขลำดับ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดแม้เขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากชื่อเสียง และก็เกียรติยศแล้ว เรื่องของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็นับว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้า กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าเหนื่อยมหาศาลเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าเหนื่อยนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน นับว่าไม่เหมือนกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าเหนื่อยสูงสุดที่กระดานแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้เขาจะเป็นสตาร์เลขลำดับหนึ่งของกลุ่ม แต่ว่าถ้าจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากว่า ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยทางด้านการเงินเคร่งครัด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้เพียงแค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน แม้นักฟุตบอลรายใดที่ต้องการได้มากยิ่งกว่า ก็มีเพียงแค่ทางเลือกเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าเหนื่อยที่สูงยิ่งกว่า ถึงแม้ว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่งและก็เล่นเข้ากับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกสาเหตุนึงที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความนับถือ และก็เชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างยิ่ง หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ที่นาสิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะเกิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่พูดชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อวิตกกังวลที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นข้อสันนิษฐานที่จาง เพราะว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับแนวทางการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
ลำแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจไม่มีข้องดเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าถ้าลงเอยแล้วมันหลบหลีกมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้าที่ผ่านมาพวกเราทำให้เห็นมาหลายคราวแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้ส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวและก็ผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่รอคอยรับฟังข้อเสนอแนะ

ปืน ให้ตัวเลือก ซานเชซ ไม่ย้ายจาก ปืน หรือจะไปจาก เมืองผู้ดี

นอล จะปิดโอกาสไม่ให้ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวซัลโวตัวเก่งของทีมย้ายเข้าสู่สโมสรคู่แข่ง พรีเมียร์ลีก ถ้าเจ้าตัวตัดสินใจย้ายออกจากทีมซัมเมอร์นี้

วันพรุ่งนี้ของ ซานเชซ เริ่มชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหลังที่ซูปเปอร์สตาร์ชาว ชิลี ของทีมถูกดร็อปเป็นตำสำรองเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล ที่ แอนฟิลด์ ไป 3-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

เวนเกอร์ ได้ออกมายืนยันหลังเกมว่าเป็นแท็คติกของเขาในการทำทีมเท่านั้น โดนต้องการให้ แดนนี เวลเบ็ค ซึ่งเล่นลูกกลางอากาศได้ด้วยเป็นคนช่วย โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ในศูนย์หน้า

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่ากองหน้าซูปเปอร์สตาร์ของทีมโดนจับนั่งอยู่ข้างสนามก็เพราะว่าได้ก่อเรื่องเมื่อตอนฝึกซ้อมก่อนเกมฟาดแข้งW88ลิเวอร์พูล และโมโหออกจากแคมป์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

นั่นทำให้สื่อต่าง ๆ เชื่อว่า ซานเชซ ต้องการที่จะย้ายออกจาก นอล ในช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน ด้วยทีมคู่แข่งอย่าง สิงห์โตน้ำเงิน และ เรือใบ กำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แต่ เดลีย์ เมล สื่อชื่อดังของ เมืองผู้ดี อ้างว่าผู้บริหารสโมสรที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม ได้บอกกับนักเตะวัย 28 ปีว่าสามารถย้ายทีมได้แค่สโมสรนอก พรีเมียร์ลีก เท่านั้น นั่นหมายถึงเขาต้องตัดสินใจว่าจะอยู่กับ นอล หรือจะออกจาก เมืองผู้ดีนั่นเอง

ยักษ์ใหญ่แดนน้ำหอม ปารีส แซงก์ แชร์กแม|เปเอสเซ, และ แชมป์ กัลโช เซเร อา ยูเวนตุส เป็น 2 สโมสรซึ่งถูกเชื่อว่า สตาร์จอมอินดี้ของ นอล จะย้ายออกไปร่วมทีมในซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน

ปธ.ปารีส แซงต์ แชร์กแมงปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ราคาแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีส แซงต์ แชร์กแมงยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

มิดฟิลด์วัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''