ครึ่งปีของโชเซ่กับแมนยู

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก เพราะอะไรน่ะหรือ ? เพราะเหตุว่าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าขยะแขยง แต่ควรจะทำเป็นดีมากยิ่งกว่านี้ โดยมองจากทีมกำลังลงตัวแล้วก็ทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อกรกฎาคม พวกเราแทบจะไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบสดชื่นเลย เพราะเหตุว่าเขาคงตระหนักดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือสัญญาโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : เพราะอะไร ในปีหลังๆสิ่งต่างๆไม่ได้สวยสดงดงามอย่างเดิมเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มกระจ่างเป็น ฟุตบอลแปรไปมากมาย แล้วก็การแข่งขันชิงชัยไม่ได้ราวกับเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครอบครองความยิ่งใหญ่อยู่ทีมเดียว ผมทราบกันอยู่แล้ว ผมทราบดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าเกิดคุณจำได้ครั้งแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้ยโสเลย ผมทราบดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์เวลานี้" แต่ผมรู้สึกว่า ถึงเวลานี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นยังไง คุณก็จำเป็นต้องกล่าวแบบนั้น แต่ผมทราบดีว่ามันยาก"
"ผมทราบดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมทราบดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแต่ผมก็ยังต้องการเปิดให้สัมภาษณ์อย่างงั้น เพราะเหตุว่าผมรู้สึกว่ามันถูกต้อง"
นี่เป็นการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มูรินโญ่ไม่ได้ยโสอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขารู้ว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นจำเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แล้วก็เขาทราบดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมต้องการไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกๆอย่างที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในแง่ของ เวลา, ความกระหาย แล้วก็ความจริงจัง ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าเกิดผมพินิจพิจารณาตัวเอง ผมมีตอนประสบความสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์มากไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ผมไม่ได้มีความสุขสุดกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำเวลานี้ ผมรู้สึกว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีมากยิ่งกว่านั้นได้ แต่ตอนนี้ ผมมความสุขกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมทราบดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสุขอย่างยิ่งยวดในฟุตบอลอยู่ นั่นเป็นพาทีมชนะแล้วก็ได้แชมป์"
มีความหมายว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แต่เขากลับทราบดีว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
รู้สึกว่าตัวเองยังไม่สุดกำลังกับการควบคุมทีม แต่เวลานี้เขากลับบอกว่า เขากำลังมีความสุขที่สุด ในขณะที่สถานการณ์แล้วก็ช่องทางการได้แชมป์ของปีศาจร้ายแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … เพราะอะไรถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเยินยอที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แต่ผมรู้ทุกๆอย่างเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ เพราะเหตุว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจำเป็นต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"ครั้งแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกรอบ (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็ครั้งแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียวในอาชีพของผมแล้วก็ผมทราบกันอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์ของพวกคุณ ผมไม่ได้เล่าเรียนอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเล่าเรียนเรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แต่กับที่นี่ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจำนวนมาก แม้กระทั้งจนถึงก่อนที่จะผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกคุณเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ยุคที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีบอกว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ระหว่างที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มจัดแจงเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "คนประเทศอังกฤษกว่า 50,000 คนตวาดใส่หูผม" แล้วก็เขาบอกว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขาถูกใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีทางลืมด้วยเหมือนกัน
"คุณคงหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แต่ความจำที่แจ่มกระจ่างของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในระหว่างที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 แล้วอีก 5 นาทีถัดมาเป็นแดนนรก!!"
"ตามธรรมดาแล้วถ้าเกิดพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบนั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีนายทวารพวกเราจำเป็นต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระดอนไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมจำเป็นต้องไปยืนคุมเสา พวกเรารู้สึกว่ามันคงจบไปแล้ว แต่พวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) รู้สึกว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในขณะนั้นเจริญ"
"ผมรู้สึกว่าเกมมันจบแล้วแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยอมเกมจบลง มันเป็นแดนนรกของพวกเราเลย แดนนรก!!!"
สถานการณ์เวลานี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แต่เขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่แข่ง คราวนี้เขาเดินลงสู่สนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ภูมิใจ ผมมีความภาคภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์มากไม่น้อยเลยทีเดียว มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่ขวยเขินเลย ไม่สักนิด ผมแค่รู้สึกว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ แล้วก็นิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแต่ผมก็ภูมิใจมากมายด้วยเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่แข่ง เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณรู้สึกว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แต่ผมก็เคยรู้สึกว่ามันเหมาะสมกับผมด้วยเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกภูมิใจมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบนั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกแบบนั้นไปจนกระทั่งช่วงเวลาค่ำคืนในที่สุดของผม มันจะต้องเป็นแบบนั้น ผมรังเกียจเลยเวลาผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรน้อยลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่บอกว่าเขาทราบกันอยู่แล้วถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการมอบโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดมอบโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แต่มีบุคคลที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว หลายท่านรอโอกาส หลายท่านมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำพลาด" (ยุคของ ฟาน กาล)
"หนทางก็มีแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ เป็นไปไม่ได้เลือกอื่น เพราะเหตุว่ามีนักฟุตบอลเจ็บจำนวนมาก"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความหวังในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าเกิดคุณไปไล่มองในเรื่องราวดาวรุ่งของสโมสร คุณจะพบ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่ไม่ได้ดีเท่าปีแรกนะ แต่แล้วปีที่ 3 ค่อยกระโดดมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาครั้งแรก ไม่เคยทราบสึกบีบคั้น ไม่เคยทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งก็ไม่เคยทราบ เลยโดนทำร้ายแบบไม่ตั้งตัว แต่พวกเราก็ฝึกซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ ครั้งคราวฟุตบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่ทราบกันอยู่แล้วถึงแนวทางของสโมสรนี้ที่มอบโอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนกับว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือขณะนั้น
เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะอยากโดนแบนอีก เลยมักเห็นเขาจำเป็นต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาอุตสาหะอดกลั้น อุตสาหะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกมีความสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ในตอนนี้ แต่ถ้าเกิดผมประสบความสำเร็จในตอนนี้ผมคงขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะเหตุว่าผมต้องการอยู่"
"ผมต้องการอยู่ที่นี่ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักหน่อย ผมรู้สึกว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในแนวทางการทำทีมกลับมาประสบความสำเร็จ)"
"ผมไม่ได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แต่ผมต้องการอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในระหว่างที่ผมต้องการ เพราะเหตุว่าผมไม่ต้องการที่จะอยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…โอเคมั๊ย

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกเหนือจากจะก่อให้อ่างชามยักษ์เงียบสงัดโดยมีแต่ว่าเสียงโห่ร้องจากบรรดาอาคันตุกะห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูกลุ่มเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่เป็นธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงกลุ่มที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรเกรียวกราวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบ) จะต้องมาโดนดับช่องทางเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

ขณะนั้นเข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดเดียว นั่นคือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินจำต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าเกิดเชื่อว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาตรงไหน นี่คือสโมสรลำดับที่หนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะเยอทะยานประสงค์ครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่ว่าบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าข้อตำหนิคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เสมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วผู้ใดได้มากกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อพวกกลุ่มเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกครั้งด้วยการ''เสมอ'' แอตเลตำหนิโก มาดริดสองนัด 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่ว่ามาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้เหมาะอกหักมิได้ไปซาน ซิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าเกิดยังนึกออก ทว่านั่นแหละทุกคนรู้เรื่องว่าเป็นผู้ใดก็โกรธ ทั้งการเป่าห่วยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดอย่างไรก็ควรได้เตะยืดเวลาเนื่องจากเสมอกัน 1-1 ถ้าเกิดเพียงแต่ข้อตกลงจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยี่ยมพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือจนกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำเป็นดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นพอดี 3-3 แต่ว่าพวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมจำพวกนี้

ปัญหาก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าเกิดมิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดควรทำตามไรดี เนื่องด้วยถ้าเกิดมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าในทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอตำหนิฮัด สเตเดี้ยม เพียงเกมสองไม่สามารถที่จะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของราชันชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นคราวแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอะกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดแจงรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน สมัยเก่าจะต้องนึกภาพตามว่ายุคอดีตกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของกลุ่มเยี่ยมในเวทียุโรปมีแค่ 16% โดยก็เพียงพอรู้เรื่องตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจะต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรไปฟาดหน้าแข้งภายใต้ความจำกัดของปัจจัยต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของประเทศฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่กระหน่ำกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกเหนือจากนี้ ตามความศรัทธาของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

แม้กระนั้น ระยะเวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ปัจจุบันนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีหน้าที่ที่ทำให้สกอร์ไม่กระจายเพียงแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยมากขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างนั้น

ถ้าเกิดนั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจถูกทำโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเพราะ พวกเขาเกรงสั่นเกินความจำเป็น ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันข้างในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ขณะเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าเกิดไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจะต้องยืดเวลาเนื่องด้วยเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขอใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' ครับผม เนื่องด้วยการมาเขียนพินิจพิจารณาทีหลังย่อมยากที่จะคาดเดาสถานการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามขณะนั้นๆ

ครับ ตามเซนส์ของเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดสองมักถูกมองว่าได้เปรียบกว่า

เนื่องด้วยกฎอะเวย์โกลส่งผลให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนการใดสู้ บางครั้งบางคราวมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าเกิดจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่ว่าถ้าเกิดเสมอ 1-1 หรือจนกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นและมั่นใจหัวใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

นอกเหนือจากนี้จากผลของการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และก็รอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยี่ยมได้ว่าส่งผลให้นัดสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหาเยอะกว่า หรือบางครั้งบางคราวมันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางครั้งบางคราวก็ดูเชิงกันบ้าง บางครั้งบางคราวก็ย้ำแท็กติกกันเยอะไป และก็บางครั้งบางคราวร่างกายที่พึ่งจะลงไปอาจจะฟิตทั้งคู่ แต่ว่าเพียงพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ผ่านไปเมื่อคืนวันอังคารและก็พุธก็เดินตามแนวคิดดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจครวญถึงช่องทางพรั่งพร้อมในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายซึ่งๆหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้แต่กฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนอำมหิตเกินความจำเป็น

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการที่จะอยากเสียในบ้านก่อน พวกเขาเชื่อว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะก่อให้เล่นง่ายดายเสียยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับสลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะดีกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงทัศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามปกติแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็ควรเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กนั่นแล

ถ้าเกิดด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละกลุ่มแทบใกล้เคียงกัน นอกจากในแง่ทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะแตกต่าง

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เนื่องด้วยพวกกลุ่มใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าเกิดประตูกลุ่มเยี่ยมนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่ว่าพวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความคาดหวัง เนื่องจากเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ในขณะนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความอยากละเลียดงานวันนี้ พลันที่เห็นท่าครั้งคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่พบกับใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งที่ดอกไม้อันงดงามยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือข้อตกลงที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แต่ว่ามันก็บางทีอาจจะดีกว่าเตะจุดโทษถ้าเกิดพินิจเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากมันได้วัดกึ๋นของผู้ฝึกสอนกับความจัดเตรียมของกลุ่ม

ถ้าเกิดผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะค้าน

เนื่องจากมันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

สุดยอดของเลสเตอร์

ขอกล่าวว่ามันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากครับ อัศจรรย์เท่ากับการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือนับจาก เคลาดิโอ รานิเอรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตผู้ร่วมทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งติดกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู และเสียเพียง 4 เม็ดแค่นั้น
พลพรรคสุนัขจิ้งจอกสยามมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนถึงแทบมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าหากพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดู เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์ป้องกันแชมป์ของตัวเองได้สำเร็จด้วย ไม่น่าเชื่อเช่นกันครับว่าเรื่องเหล่านี้จะมีขึ้น หลังจาก เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งผอง 25 นัดหมาย ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้เพียง 5 นัดหมายแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนที่จะแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เผชิญความพ่ายแพ้ถึง 7 นัดหมาย และเสมอ 2 นัดหมาย โดยไม่ชนะคนไหนกันเลย
ผลงานต่ำดำดิ่งไม่เหมือนกับเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นข้างหลังตีน พวกเขาแปลงร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนถึงไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นแม้ว่าตัวเองมีศักดาเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังคนจำนวนไม่น้อย (รวมถึงผู้ไม่ชำนิชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาต้นเหตุที่กล่าวว่าเพราะเหตุไร "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความรันทดอดสูแบบงี้ ก่อนจะพบต้นเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงจูงใจ ข้างหลังพุ่งเข้าชนความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชมรม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่ปรปักษ์ย่อมรอบคอบและเน้นย้ำมากขึ้นเรื่อยๆยามพบกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นหลายๆคนฟอร์มตกอย่างน่าเกลียด ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด มาห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้
และอื่นๆอีกมากมาย อาทิ "พลังงานบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ทางด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกสยามที่เคยพบอย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ในความมีชัย 6 นัดหมายปัจจุบัน มันชี้ชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหาเหล่านี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้ทำให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจที่ไหน สิ่งที่มองเห็นคือการไล่ขย่มคู่ปรปักษ์อย่างเอ็นหน้าจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่ต่อสู้จะรอบคอบอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาพบแชมป์เก่า แต่พวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วย
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นๆเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเจ๋งพอที่จะเอาชนะคู่ปรปักษ์อย่างเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด มาห์เรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็มิได้ทำอะไรผิดพลาดน่าเกลียด แล้วผู้ร่วมทีมจะงัดเลื่อยกระแสไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนไหนกันแน่ที่มาไปพบแล้วขอร้องให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษปรักปรำว่าขอไปพบผู้ครอบครองกลุ่ม เพื่อถีบนายจ้างของตัวเองออกจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นกันว่าไม่เคยทำอะไรที่เสื่อมเสียอย่างนั้น
ก็เลยพอเพียงจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มโค้ช" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มโค้ชเนี่ย เพราะมันน่าสมเพช รู้เรื่องว่ามันน่าจะเกิดเรื่องที่ราษฎรคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ราษฎรเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและข้างหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ มันถึงได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้อาจจะต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนไหนกันรู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ผู้ร่วมทีม เน้นเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะจู่โจมแบบลอบฆ่า อาศัยความรู้ความเข้าใจส่วนตัวของ รียาด มาห์เรซ และความรวดเร็วขุนนางเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็อย่างเดิม คือ 4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมประสิทธิภาพบางทีอาจต่ำลงยิ่งกว่าเดิมด้วย เพราะอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ที่ไหน ข้าก็อยู่ตรงนั้น
…ว่าแล้วหลังจากนั้นก็สถาปนาตัวเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบงี้เลยนะครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้แค่ 4 ครั้งติดกันแค่นั้น
นอกจากนี้ต้องยกย่องผู้ครอบครองกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยครับที่ตกลงใจได้ถูกที่เอา "คนภายใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปพบผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม เดี๋ยวนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านโค้ชหนแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อไปก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบเต็มกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มใครกันแน่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ คือคุมกลุ่มหนแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ผู้ร่วมทีมของเขาก็เอาชนะคู่ปรปักษ์ได้สำเร็จครับ-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งพูดได้ว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งครับ เพราะเขาแทบจะมิได้เปลี่ยนอะไร โดยการทำทุกสิ่งราวกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งมันดีอยู่แล้ว มันลงตัวอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้อย่างเดิมอีกต่างหาก
เพียงแค่ในความรันทดอดสูของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเพราะนักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีใครมองดูเลยว่ามันเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอกล่าวว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละ คือ "ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนถัดไปนะครับ

แหม่…นี่ถ้าหากผมเป็นประธานสัมพันธ์บอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างแน่แท้ เพราะนี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตคำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องอัศจรรย์มากครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงแบบงี้มาก่อน
เมื่อเห็นผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และที่นาต่อไปนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ บางทีอาจจะงงงันพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แต่นี่แหละคือความลี้ลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อน สหายคิดคด บนเหลี่ยมอุบายของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มโค้ชครับ

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป ผีแดง

ระยะนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับผม
ล่าสุดสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมถึงนักข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกันได้แล้ว
ลองสื่อรกรากของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีต้นเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากมายแต่ว่าก็เริ่มลงเนื้อหาบ้างแล้ว
ถ้าจำกันได้ ช่วงวันที่ 24 มกราคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว หลักๆก็ว่าถึงข่าวและก็กระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ปิดท้ายว่ามันมีความเป็นไปได้พอเหมาะพอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามเหตุการณ์มาเรื่อยและก็การตีข่าวจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงมากขึ้นอีก พินิจพิจารณากันตรงนี้ เพราะเหตุใด กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลหลักๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลขลำดับ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก และก็ต้องการไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดูกาล 2014-15 นับจนกระทั่งในช่วงเวลานี้ก็เกือบๆ3 ฤดูกาลแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวถือได้ว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นขุนพลตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นดีเยี่ยมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการเห็นด้วยจากแฟนๆยี่ห้อหมี และก็ผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับบรรลุผลสำเร็จได้แชมป์กับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลล่าสุด แต่ว่าก็อกหักไป เป็นเหตุให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาก็เลยได้เพียงแต่แชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแต่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองดูเส้นทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูกาลนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งมากยิ่งกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งหากว่ากลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมหลงเหลือที่ เมสตาคุณย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด แบบนี้ก็โบกไม้โบกมือลาจังหวะได้แชมป์ได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เพราะว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และก็เพื่อนๆดันปราชัยติดอยู่รังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปนับว่ายากมากมาย จังหวะจอดป่ายปีนเพียงแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแต่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มท้ายที่สุดเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความคาดหวัง แต่ว่าเส้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูสังเวย ได้ แต่ว่าก็มีเสือสิงห์กระทิงเเรดรออยู่อีกมาก ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงแต่น้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความรุ่งเรืองในอนาคต เพราะว่าสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การได้แชมป์และก็การยกระดับตนเองขึ้นไปเรื่อยนับว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีสมรรถนะมากยิ่งกว่าจะเอื้อจังหวะให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลขลำดับ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกระดับตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูกาลภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดแม้เขาคิดก้าวข้ามจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากชื่อเสียง และก็เกียรติยศแล้ว เรื่องของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็นับว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้า กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าเหนื่อยมหาศาลเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าเหนื่อยนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน นับว่าไม่เหมือนกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าเหนื่อยสูงสุดที่กระดานแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้เขาจะเป็นสตาร์เลขลำดับหนึ่งของกลุ่ม แต่ว่าถ้าจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้เกือบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากว่า ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยทางด้านการเงินเคร่งครัด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้เพียงแค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีผู้ใดได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน แม้นักฟุตบอลรายใดที่ต้องการได้มากยิ่งกว่า ก็มีเพียงแค่ทางเลือกเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าเหนื่อยที่สูงยิ่งกว่า ถึงแม้ว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่งและก็เล่นเข้ากับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกสาเหตุนึงที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความนับถือ และก็เชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างยิ่ง หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ พ่อของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา ที่นาสิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะเกิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองพ่อที่ปรึกษาใหญ่พูดชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อวิตกกังวลที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นข้อสันนิษฐานที่จาง เพราะว่าแต่ไหนแต่ไร ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับแนวทางการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด ตอร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
ลำแข้งกลุ่มนี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจไม่มีข้องดเว้น ขอแค่เพียงเงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะโดนจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา สิ่งสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงหัวข้อนี้ แม้ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยยังไม่เชื่อว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าถ้าลงเอยแล้วมันหลบหลีกมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเขาย้าย พวกเราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้าที่ผ่านมาพวกเราทำให้เห็นมาหลายคราวแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้ส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นกับเจ้าตัวและก็ผู้ซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่รอคอยรับฟังข้อเสนอแนะ